ที่ผ่านมา ดอกจิก เคยมีปัญหาในการแปลบทความมายากล
ถึงคำว่า Routine หากแปลตามพจนานุกรม จะแปลว่า กิจวัตร
เมื่อใช้คำนี้แล้วปรากฏว่าความหมายผิดเพี้ยนไปมาก ไม่ตรงกับบริบท
ในทางมายากล
จึงขอแปลคำว่า Routine นี้ว่า กระบวนกล (ความเห็นส่วนตัว)
Trick หมายถึงกลเดี่ยว (เดี่ยว มีไม้เอก ไม่ใช่ เดียว)
Routine คือการเรียงร้อย Trick หลายๆ Trick เข้าเป็น กระบวนกล
โดยเรียงร้อยตามลำดับความเหมาะสม เพื่อให้กลนั้น มีความน่าสนใจ
มีความสนุก จนนำไปสู่การเกิดปาฎิหาริย์
เหมือนภาพยนตร์ ที่มีการลำดับภาพ เนื้อหา การเล่าเรื่อง ให้ดูสนุก
ตัวอย่าง:
กลเดี่ยว Trick = เสกเหรียญหายที่มือ
กระบวนกล Routine = เสกเหรียญหายที่มือ > ไปโผล่ที่กระเป๋าเสื้อ > แล้วเหรียญเพิ่มเป็น 4 เหรียญ > แล้วกลายเป็นเหรียญจัมโบ้ (นี่คือ 1 กระบวนกล )
กระบวนกลที่ดี ให้ความรู้สึกว่าเป็น งานศิลปะการแสดง (Performance) ที่มีจังหวะ มีเรื่องราว มีความบันเทิง
ดอกจิก ไปขุดตำราและบทสัมภาษณ์ของปรมาจารย์มาให้แล้ว เรื่อง กระบวนกล (Routine) นี่คือหัวใจของมายากลอาชีพเลยครับ
1. ความหมายที่แท้จริงของ กระบวนกล
ปรมาจารย์อย่าง Darwin Ortiz อธิบายไว้ชัดที่สุดครับว่า กลที่สมบูรณ์ 1 ชุด ไม่ได้มีแค่กลเม็ด แต่มันประกอบด้วย 4 ส่วน:
There are four ingredients that go into the making of a magical routine as a finished product. They are method, effect, presentation and design.
คือ กลวิธี + ผลลัพธ์ที่คนดูเห็น + การนำเสนอ + การออกแบบ
คนส่วนใหญ่สนใจแต่ 2 อย่างแรก แต่ การออกแบบ (Design) คือสิ่งที่ทำให้ กล 10 กล กลายเป็น 1 กระบวนกล
Dai Vernon - The Professor ที่วางรากฐาน Close-up Magic สมัยใหม่ ก็พิสูจน์เรื่องนี้ด้วย Vernon Cups and Balls Routine ของท่าน ที่ทุกวันนี้ 90% ของกระบวนกล ถ้วยและบอลที่เราเห็น ก็มาจากโครงสร้างที่ท่านวางไว้ ท่านสอนว่า กระบวนกลที่ดีต้องตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจนเหลือแต่ความธรรมดาที่น่าพิศวง
2. ทำไม กระบวนกล ถึงสำคัญกว่า กลเดี่ยว?
ในหนังสือ Strong Magic และ Designing Miracles ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราทฤษฎีมายากลที่สำคัญที่สุดในรอบ 20 ปี Ortiz บอกไว้ว่า:
คนดูไม่ได้จดจำ "กล" แต่เขาจดจำ "ประสบการณ์" (ที่ได้รับ)
กลเดี่ยว = ทำให้คนดูทึ่ง 3 วินาทีแล้วจบ
กระบวนกลที่ดี = พาคนดูเดินทาง เข้าสู่โลกมายากล
มันช่วย 3 เรื่องใหญ่ๆ:
- สร้างความน่าเชื่อถือ: กลที่ 2 และ 3 ช่วยยืนยันว่ากลแรกไม่ใช่ฟลุ๊ค
- กลบกลวิธี: กลที่ 2 ใช้กลบวิธีของกลที่ 1 ได้
- สร้างจุดไคลแมกซ์: จากเล็กไปใหญ่ จากธรรมดาไปเป็นไปไม่ได้
Vernon เรียกสิ่งนี้ว่า Symphony - กระบวนกลต้องเหมือนซิมโฟนี มีทำนองเบาๆ แล้วค่อยๆ ดังขึ้นจนจบแบบตูมตาม
3. วิธีสร้าง กระบวนกลที่ดี - สูตรจากปรมาจารย์
ดอกจิกสรุปจาก Designing Miracles และ Strong Magic มาเป็น 6 ข้อ ท่านสามารถเอาไปใช้ได้เลย
ข้อ 1: กฎแห่งระยะห่าง (Distance Principle)
Ortiz บอกว่าหัวใจของการออกแบบคือการสร้างระยะห่างระหว่าง วิธีทำ (กลวิธี) กับ สิ่งที่คนดูเห็น (Perception)
- ระยะห่างด้านเวลา: ยิ่งทิ้งช่วงวิธีไว้นาน แล้วค่อยมาเผย (ไม่ใช่เฉลย) ทีหลัง คนยิ่งจับไม่ได้
- ระยะห่างด้านพื้นที่: วิธีเกิดที่มือขวา แต่ผลไปเกิดที่มือซ้ายหรือกระเป๋าคนดู (หักมุม)
- ระยะห่างด้านความคิด: ทำให้คนดูถามคำถามผิด เช่น ทำให้คิดว่าใช้มือไว ทั้งที่จริงใช้จิตวิทยา
ข้อ 2: โครงสร้าง 3 องก์
- เปิด (Opener): ต้องเร็ว แรง เข้าใจทันที เพื่อเรียกความสนใจ
- ท่านต้องเอาคนดูให้อ้าปาก ตาค้าง ภายใน 10 วินาทีแรก หากนานกว่านี้คนดูจะเริ่มเบื่อ
- กลาง (Middle): ค่อยๆ เพิ่มความยาก ความเป็นไปไม่ได้ อาจจะมีกลซ้ำแต่แรงขึ้น
- ปิด (Closer / Kicker): ต้องเป็นไปไม่ได้ที่สุด ห้ามจบแบบแผ่ว Darwin เรียกว่า "extremely strong climax"
- ดอกจิก ขอสรุปว่า เริ่มต้นให้ตื่นเต้น ตอนกลางให้กลมกลืน ตอนจบต้องประทับใจ
ข้อ 3: กฎของ Vernon - ทำให้เล็กลง (Make it smaller)
"The more 'magical' a move looks, the more suspicious it becomes... Make the magic look smaller. Remove the tension and the noise."
กระบวนกลที่ดีไม่ต้องลีลาเยอะ ไม่ต้องเกร็ง ยิ่งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนดูยิ่งจมดิ่งสู่ปาฎิหาริย์
ข้อ 4: อย่าตกหลุมรักความฉลาดของกลวิธี
Ortiz เตือนไว้แรงมากว่า นักมายากลชอบเลือกกลเพราะ "กลวิธี (เทคนิค)ฉลาด" แต่คนดูเห็นแค่ผลลัพธ์สุดท้าย ถ้ากลวิธีโคตรฉลาดแต่ผลลัพธ์ธรรมดา อย่านำไปใช้ให้ทิ้งไป
ข้อ 5: Visual ไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป
หลายคนคิดว่าต้องเสกให้เห็นจังๆ ต่อหน้าต่อตา แต่ Ortiz บอกว่า Visual Magic มีจุดอ่อนคือ วิธีกับผลมันอยู่ใกล้กันเกินไป คนจับทางได้ง่าย บางทีการให้ของหายไป แล้วไปโผล่ที่อื่น จะแรงกว่าเสกให้เห็นต่อหน้า
ข้อ 6: จบแล้วต้องจำได้
กระบวนกลที่ดี คนดูต้องเล่าต่อได้ในประโยคเดียว เช่น "เขาเอาเหรียญธรรมดา 3 เหรียญ เสกให้กลายเป็นเหรียญจัมโบ้" ถ้าเล่าต่อไม่ได้ แสดงว่ากระบวนกลนั้นซับซ้อนเกินไป ขาดจุดเด่นให้จดจำ
ดอกจิก ขอนำความเห็นของนักมายากลระดับปรมาจารย์ มานำเสนอ
Ortiz คือสถาปนิก
Tommy Wonder คือผู้กำกับละคร
Juan Tamariz คือพ่อมดแห่งอารมณ์
นี่คือสรุปแก่นความคิดเรื่อง กระบวนกล ของท่านครับ
1. Tommy Wonder (1953-2006) - ศาสตร์แห่งละครมายากลที่ไร้ที่ติ
ในหนังสือ The Books of Wonder ที่ทั่วโลกยกให้เป็นตำรามายากลที่ประกาศว่ามายากลคืองานศิลปะที่แท้จริง มีประโยคทองที่นิยามงานของเขาคือ
provides a clear blueprint for an uncompromising brand of magical theater.
คำว่า Uncompromising - ไม่มีการประนีประนอม คือหัวใจครับ
หลักสร้างกระบวนกลแบบ Tommy Wonder:
1. ทุกอย่างต้องมีเหตุผล (Nothing without a reason):
อุปกรณ์ทุกชิ้น ทุกการเคลื่อนไหว ทุกคำพูดในกระบวนกล ต้องมีเหตุผลในเชิงละคร ถ้าคุณหยิบกล่องขึ้นมา แล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ของกล่องนั้นในเชิงเรื่องราว ให้ตัดทิ้ง เขาถึงยอมใช้เวลาถึง 20 ปี เพื่อขัดเกลา Two Cup Routine ของเขาให้สมบูรณ์แบบ (ดูได้ในยูทูป)
2. กฎ 2 วินาที (Two-Second Rule):
Tommy บอกว่า หลังจากที่คุณทำเทคนิค (ลับ) เสร็จ คุณต้องรออย่างน้อย 2 วินาทีก่อนจะเฉลยผล เพื่อให้สมองคนดูตัดขาดระหว่าง "วิธี" กับ "ผล" ถ้าคุณทำปุ๊บเสกปั๊บ คนดูจะย้อนกลับไปหาว่าเมื่อกี้คุณทำอะไร ระยะห่างระหว่าง "วิธี" กับ "ผล"
มีผลอย่างมาก
3. โครงสร้างแบบละคร 3 องก์ แต่มีตรรกะทางอารมณ์:
เขาไม่เรียงกลจากง่ายไปยาก แต่เรียงจาก "เป็นไปได้" ไป "เป็นไปไม่ได้"
เช่นใน Routine นาฬิกาในกล่อง :
องก์ 1 : นาฬิกาหายไปอยู่ใต้กล่อง (พอจะเป็นไปได้)
องก์ 2 : นาฬิกาไปอยู่ในกล่องที่ล็อคอยู่ (เริ่มเป็นไปไม่ได้)
องก์ 3 : นาฬิกาไปอยู่ในกล่องที่อยู่ในกล่องอีกทีที่คนดูถือมาตลอด (เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง)
คนดูจะรู้สึกว่าเรื่องราวมันค่อยๆ ยกระดับ ปาฎิหาริย์ มากขึ้นเรื่อยๆ
สรุปแบบ Tommy: กระบวนกลที่ดีต้องเหมือนนาฬิกาสวิส ทุกเฟืองต้องขบกันพอดี ไม่มีชิ้นส่วนเกิน และต้องดูสวยงามตั้งแต่ภายนอก
2. Juan Tamariz - ศาสตร์แห่งเขาวงกตในใจคนดู
ถ้า Tommy คือความเนี้ยบ Tamariz คือความโกลาหลที่ควบคุมได้ ทฤษฎีหลักของเขามี 2 เล่มคือ The Magic Way และ The Magic Rainbow (ดอกจิก แนะนำให้อ่านอย่างยิ่ง)
หลักที่ 1: ทฤษฎีทางแก้ลวง (Theory of False Solutions)
นี่คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของ Tamariz หลักการคือ:
It is a well-considered plan for making any magic effect more baffling, and its secret more impossible to discover
วิธีการคือ คุณจงใจ โยนคำตอบลวงๆ ให้คนดู
งานวิจัยที่ Goldsmiths University อธิบายทฤษฎีนี้ไว้ชัดมากว่า:
Principle commonly used by magicians called 'the Theory of False Solution': this involves magicians giving audiences a potential, yet false, solution to a trick before demonstrating that this solution is wrong.
ตัวอย่างในกระบวนกลไพ่:
คุณทำไพ่หายแล้วบอกว่า "อ๋อ เมื่อกี้ผมแอบดึงไปไว้ข้างหลังแน่ๆ เลยใช่ไหม?" คนดูจะคิดว่า "อ๋อใช่!" แล้วคุณก็เปิดมือให้ดูว่าไม่มี จากนั้นก็เปิดข้างหลังก็ไม่มี สุดท้ายไพ่ไปโผล่ในกระเป๋าคนดู
คุณเพิ่งทำลายคำตอบที่คนดูเพิ่งสร้างขึ้นมาเอง สมองเขาจะว่างเปล่าและรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม 2 เท่า
Tamariz บอกว่าใน 1 กระบวนกลที่ดี ต้องมีทางแก้ลวงแบบนี้อย่างน้อย 2-3 ชั้น เพื่อสร้างเขาวงกตในใจผู้ชม
หลักที่ 2: ทฤษฎี 5 จุด (Five Points in Magic)
Tamariz บอกว่านักมายากลส่วนใหญ่หลงคิดว่ามือเท่านั้นที่หลอกคนได้ แต่จริงๆ แล้ว:
It is not the hands alone that deceive, but also the feet, the body, the eyes and the voice.
กระบวนกลที่ดีต้องใช้ 5 อย่างพร้อมกัน:
ตา - เสียง - มือ - เท้า - ตัว
ถ้าคุณอยากให้คนมองมือขวา คุณต้องใช้ตาและตัวหันไปทางซ้ายก่อน 1 วินาที เทคนิคนี้ทำให้กระบวนกลของ Tamariz ดูมีชีวิตและหลอกตาได้แม้กล้องสโลว์โมชั่นก็จับไม่ได้
หลักที่ 3: จาก The Magic Rainbow - การสร้างสายรุ้งแห่งอารมณ์
Tamariz บอกวิธีสร้างกระบวนกลต้องคิดแบบนี้ครับ:
How to construct routines so that the audience has no way to figure out the method
และต้องผสม ความขบขัน/ตลก กับ มหัศจรรย์ ให้ถูกจังหวะ
เขาบอกว่าถ้าตลกเยอะไป คนจะไม่ทึ่ง ถ้าจริงจังไป คนจะเบื่อ กระบวนกลที่ดีต้องเหมือนสายรุ้ง - มีหลายสีอารมณ์ในโชว์เดียว: ขำ > แปลกใจ > ตื่นเต้น > ช็อค
สรุปแบบ Tamariz: กระบวนกลที่ดีไม่ใช่การทำให้คนดูหาคำตอบไม่เจอ แต่คือการทำให้เขาเจอคำตอบลวงๆ มากมาย จนสุดท้ายเขายอมแพ้และยอมมีความสุขกับความมหัศจรรย์ และจมอยู่กับปฎิหาริย์
สรุป
- เอาโครงสร้างเหล็กจาก Tommy Wonder: ตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออก ทุกชิ้นต้องมีเหตุผล
- เอาวิญญาณจาก Juan Tamariz: ใส่ทางแก้ลวง 2 ชั้น และใช้ทั้งตัวแสดง ไม่ใช่แค่มือ
1. ว่าด้วยความหมาย (จาก Vernon & Ortiz)
"กลเดี่ยวทำให้คนทึ่ง แต่ว่า...กระบวนกลทำให้คนจำ"
Trick makes them say WOW. Routine makes them REMEMBER.
2. ว่าด้วยการออกแบบ (จาก Darwin Ortiz)
"คนดูไม่เคยเห็นกลวิธีอันชาญฉลาดของคุณ เขาเห็นแค่ความรู้สึกที่เหลืออยู่หลังจากกลนั้นจบลง"
The audience never sees your clever method. They only feel what's left after the magic ends.
3. ว่าด้วยความเรียบง่าย (จาก Dai Vernon)
"อย่าทำให้มายากลดูน่าพิศวง จงทำให้มันดูธรรมดาจนพิศวงเสียเอง"
Don't make the magic look magical. Make the ordinary look impossible.
4. ว่าด้วยความเนี้ยบ (จาก Tommy Wonder)
"ในกระบวนกลที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีอุปกรณ์ชิ้นใดที่เกินมา และไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่ไร้เหตุผล"
In a perfect routine, there is no extra prop, and no move without a reason.
5. ว่าด้วยการลวงขั้นสูง (จาก Juan Tamariz)
"อย่าเพิ่งรีบหลอกคนดู จงใจให้เขาหาคำตอบเจอก่อน แล้วค่อยทำลายคำตอบนั้นทิ้งต่อหน้าต่อตาเขา"
Don't fool them immediately. Let them find a false solution, then destroy it in front of their eyes.
6. ว่าด้วยโครงสร้าง
"กระบวนกลที่ดีไม่ใช่การเรียงกลจากง่ายไปยาก แต่คือการพาคนดูเดินทางจากที่เป็นไปได้ ไปสู่ที่ใจไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นไปไม่ได้"
A great routine is not easy to hard. It's a journey from possible to impossibly impossible.
7. ลึกลงหัวใจ (จาก Juan Tamariz - Magic Rainbow)
"กระบวนกลที่ไร้เสียงหัวเราะ จะแห้งแล้ง กระบวนกลที่ไร้ความพิศวง จะไร้วิญญาณ จงเป็นสายรุ้ง อย่าเป็นเพียงแสงสีเดียว" (ประโยคนี้ ดอกจิก ชอบมาก)
A routine without laughter is dry. A routine without wonder is soulless. Be a rainbow, not a single color.
สำหรับคำว่า กระบวนกล ดอกจิก ขอสรุปว่า
Tricks ชุดกล คือสิ่งที่คุณทำ
Routine กระบวนกล คือสิ่งที่คนดูรู้สึก
********************
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ www.dokjik.com



